อาหารฝรั่งเศส

อาหารฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสนั้น เป็นประเทศที่ใครๆก็อยากจะไป และหากใครได้ยินแล้ว จะนึกถึงความโรแมนติก แฟชั่น สถานที่ท่องเที่ยว และอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งขึ้นชื่อของประเทศฝรั่งเศส ในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับอาหารฝรั่งเศสกัน

อาหารฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมที่สุดของโลก ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นสิ่งที่พิเศษ จากผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทั่วโลก ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการยูเนสโก (องค์การสหประชาชาติศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม)ได้โหวตให้อาหารการกินของฝรั่งเศส(กาสโทรโนมิก มีล) เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ในบรรดา 47 วัฒนธรรม นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ด้านอาหารได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2003 เป็นคู่ขนานกับมรดกโลก และทั้งนี้ อาหารฝรั่งเศสยังติดอันดับชนชาติที่มีอาหารหลากหลายมากที่สุดในโลกร่วมกับอาหารไทย,ญี่ปุ่น,จีนและอิตาลีอีกด้วย

รูปแบบอาหาร การเสิร์ฟ

รูปแบบอาหาร การเสิร์ฟ

รูปแบบการเสิร์ฟอาหาร
เป็นบริการที่เป็นลักษณะทางการ และหรูหรา อาหารจะถูกนำมาปรุงแต่ง และจัดใส่จานตรงหน้า บนที่อุ่นอาหาร หรือบนเกริดอง ซึ่งเป็นรถเข็นที่พักอาหารก่อนเสิร์ฟ ในการเสิร์ฟบริกร จะเสิร์ฟด้วยมือขวา และเข้าเสิร์ฟด้านขวามือของแขก ยกเว้นขนมปัง เนย และสลัด จะเสิร์ฟทางด้านซ้ายมือ การเก็บจานบริกรจะเก็บทางด้านขวามือของแขก

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

มารยาทบนโต๊ะอาหาร
ทุกประเทศย่อมมีมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นธรรมดา ฝรั่งเศสก็เช่นกัน โดยมารยาทบนโต๊ะอาหารมีดังนี้
1. เมื่อมาถึงโต๊ะอาหาร ควรให้ผู้อาวุโสและสุภาพสตรีนั่งก่อน
2. ผ้าเช็ดปากไม่ควรนำมาหนีบที่คอ
3. ทานซุป ควรตักออกตัว และทานจากข้างช้อน
4. หลังทานเสร็จรวบเก็บช้อส้อมวางไว้แนว5โมง(ดังรูป) และพับผ้าเช็ดปากแล้วพาดไว้กับแขนเก้าอี้(หากเก้าอี้ไม่มีแขน สามารถบนเก้าอี้ได้เลย)
5. ควรเลื่อนเก้าอี้เพื่อให้ตัวของคุณชิดกับโต๊อย่างพอเหมาะเพื่อที่ขณะรับประทานอาหาร จะได้ตัวตรงดูสง่า ไม่หลังค่อม เพราะต้องโน้มตัวตักอาหาร
6. ก่อนทานอาหารระหว่างรอบริกรเสิร์ฟเครื่องดื่ม ควรหาเรื่องคุยกับคนข้างๆ สักเล็กน้อย เพราะมันดูไม่ดีนัก ถ้าจะนั่งรอทานโดยไม่คุยกับใครเลย
7. หากต้องการเครื่องปรุงรส ซึ่งเป็นของส่วนกลาง แต่หยิบไม่ถึงให้ใช้วิธีขอคนที่อยู่ใกล้ส่งผ่านมาให้ ไม่ควรเอื้อมหรือลุกขึ้นไปหยิบเอง
8. เมื่อได้รับอาหารก่อนคนในโต๊ะ อย่าส่งต่ออาหารให้ผู้อื่นเพราะว่าการเสิร์ฟอาหารเป็นหน้าที่ของบริกรเท่านั้น เพราะเขารู้ดีที่สุด ว่าต้องเสิร์ฟอาหารจานไหนให้กับใคร
9. ก่อนดื่มน้ำ ควรใช้ผ้าเช็ดปากซับปากเสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้คราบอาหารติดที่ขอบแก้ว
10. หากส้อมหรือมีดหล่น ไม่ต้องก้มลงเก็บเพราะโดยทั่วไปแล้วร้านอาหารหรูทั้งหลาย จะมีบริกรคอยสอดส่องดูแล เมื่อพบว่ามีอุปกรณ์การทานอาหารตก จะมีการนำมาเปลี่ยนให้อยู่แล้ว หากบริกรไม่เห็นค่อยกวักมือเรียกให้นำอุปกรณ์ที่ตกนั้นมาเปลี่ยน
11. ไม่ควรเรียกบริกรว่า “Boy” แบบอเมริกา แต่ควรเรีกว่า “monsieur” แทน

เมื่อเราได้รู้จักมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบฝรั่งเศสกันไปแล้ว ทีนี้ เราไปดูกันดีกว่าว่าอาหารที่ขึ้นชื่อของฝรั่งเศสมีอะไรบ้าง

1. Quiche คีช เป็นอาหารจานอบชนิดหนึ่งโดยมีส่วนประกอบหลักคือ ไข่ นม หรือ ครีม ถึงแม้ว่าคีชจะมีลักษณะคล้ายพายแต่คีชถูกจัดเป็นอาหารคาว โดยในคีชอาจมีส่วนประกอบอื่นเช่น เนื้อสัตว์ ผัก เนยแข็ง ได้ ถึงแม้ว่าคีชจะมีส่วนประกอบหลายอย่างคล้ายอาหารประเภทพาสตา แต่ไม่ถูกจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของพาสตา

2. souffl? ซูเฟล เป็นเค้กชนิดหนึ่ง เนื้อเบา ฟูนุ่ม ใช้เสิร์ฟเป็นของหวานหรืออาหารว่าง ซูเฟลมีหลายแบบเช่น ซูเฟลซอสปู ซูเฟลช็อกโกแลต

3. escargot เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างหรูของฝรั่งเศสที่ชาวต่างชาติหรือชาวไทยเราอาจมองว่าแปลกเล็กน้อย แต่ที่ฝรั่งเศสคนนิยมกันมาก (และมากที่สุดในโลก)หอยทากที่นำมาประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นหอยทากป่า ถ้าแม่ครัวกำลังนึกถึงเมนูหอยทาก อาจต้องปรึกษากับนายพรานล่วงหน้า เพราะหลัง จากจับหอยทากตัวเป็นๆ มาได้แล้ว (ส่วนใหญ่จะจับหลังฝนตก) ต้องปล่อยให้อดอาหาร 2 สัปดาห์ เพื่อให้หอยทากคายของที่กินเข้าไปออกมาจนหมดก่อน ถึงจะนำมาปรุงอาหาร

4. Foie gras ฟัวกราส์ คือตับห่านหรือเป็ดที่ถูกเลี้ยงให้อ้วนเกิน ฟัวกราส์ได้ชื่อว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับทรัฟเฟิล มีลักษณะนุ่มมันและมีรสชาติที่แตกต่างจากตับของเป็ดหรือห่านธรรมดา และเป็นหนึ่งในอาหารฝรั่งเศสที่ทั่วโลกรู้จักมากที่สุด

5. wine (ในโลกนี้ มีสามประเทศที่ผลิตไวน์มากและมีคุณภาพมากที่สุด ได้แก่ สเปน อิตาลี และ ฝรั่งเศส)
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผลิตไวน์จนครองใจผู้ที่ชื่นชอบไวน์ทั่วโลกมาเป็นเวลายาวนาน เพราะรสชาติที่กลมกล่อม และกลิ่นหอมละมุนถูกปปากถูกใจผู้คนมากมาย กฏเหล็กของการดื่มไวน์ก็คือ เวลายกดื่มให้จับเฉพาะที่ก้านแก้วเท่านั้น อย่าจับที่ตัวแก้ว เพราะอุณหภูมิจากมือของเรา จะทำให้อุณหภูมิของไวน์เปลี่ยน เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนรสชาติก็จะเปลี่ยนไปด้วย